Skip to main content
Stocks Back in the Spotlight After Achieving New ATHs 

หุ้นกลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง หลังทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล

พฤ., 05/21/2026 - 12:35

ท่ามกลางกระแสความวุ่นวายล่าสุดเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากนักลงทุนจะเผลอละสายตาจากตลาดหุ้นสหรัฐไปชั่วขณะ แต่ตรงกันข้ามกับสุภาษิตที่ว่า "หม้อที่เฝ้าดูอยู่ไม่มีวันเดือด" ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100 กลับสามารถทะลุแนวต้านสำคัญหลายระดับ และทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลได้หลายครั้งนับตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ ณ วันที่ 20 พฤษภาคม ดัชนีทั้งสองอยู่ที่ 7,432.97 และ 29,297.70 ตามลำดับ นับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม ดัชนีทั้งสองปรับตัวขึ้น 17% และ 27% ตามลำดับ ซึ่งลบล้างการปรับตัวลงทั้งหมดในไตรมาส 1 และทำให้ทั้งสองดัชนีปรับเพิ่มขึ้นในระดับเลขสองหลักนับตั้งแต่ต้นปี

แน่นอนว่าแรงแรลลี่รอบล่าสุดไม่ได้เกิดจากการที่นักลงทุนเสียสมาธิเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เข้ามาหนุนพร้อมกัน นอกเหนือจากการกลับมาของความเชื่อมั่นต่อ AI แบบที่เคยเห็นหลังช่วงโควิดแล้ว เรายังเห็นเงินเฟ้อเร่งตัวจากวิกฤตราคาน้ำมัน ซึ่งกดให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงลดลง ขณะเดียวกันข้อมูลเศรษฐกิจก็ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และท่าทีเป็นกลางของธนาคารกลางสหรัฐยังคงเป็นแรงถ่วง แต่ความคาดหวังต่อข้อตกลงสันติภาพที่อาจเกิดขึ้นในไม่ช้า และแนวนโยบายที่ผ่อนคลายมากขึ้น ก็เป็นปัจจัยหนุนหุ้นเช่นกัน

แรงหนุนมาจากเศรษฐกิจ

ในเชิงปัจจัยพื้นฐาน หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการปรับขึ้นล่าสุดของหุ้นสหรัฐคือผลประกอบการบริษัทที่แข็งแกร่ง และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะรับมือกับนโยบายการเงินที่เข้มงวดได้โดยไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ตลอดเกือบทั้งเดือนนี้ S&P 500 เคลื่อนไหวอยู่แถวระดับ 7,400–7,500 ขณะที่ Nasdaq 100 ทะลุแนวต้านสำคัญที่ 26,000 ได้ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน จึงดูเหมือนว่าตลาดกำลังสะท้อนความเป็นไปได้ของการที่เศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวอย่างนุ่มนวลมากขึ้น แม้ปัญหาในช่องแคบฮอร์มุซยังคงดำเนินอยู่ ความเชื่อมั่นเชิงบวกในช่วงหลังส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาด โดยเฉพาะในภาคแรงงาน

ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรล่าสุดแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มการจ้างงานราว 175,000-180,000 ตำแหน่งในเดือนมีนาคม และ 115,000 ตำแหน่งในเดือนเมษายน ซึ่งสูงกว่าที่คาดไว้มากกว่าสองเท่า ขณะที่อัตราว่างงานยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำใกล้ 4% แม้อัตราดอกเบี้ยจะยังสูง การเติบโตของค่าจ้างก็ยังแข็งแกร่งเช่นกัน โดยรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงยังเพิ่มขึ้นราว 3.5% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งยังคงช่วยหนุนการใช้จ่ายของครัวเรือนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม นักลงทุนตีความความแข็งแกร่งของการจ้างงานและอุปสงค์ผู้บริโภคว่าเป็นหลักฐานว่าความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจยังคงอยู่ได้ แม้ต้นทุนการกู้ยืมจะยังสูง ขณะนี้การเติบโตของกำไรบริษัทในดัชนี S&P 500 ในไตรมาส 1 อยู่ที่ราว 27–29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมากกว่า 80% ของบริษัทที่รายงานผลประกอบการทำได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ขณะเดียวกัน ความกังวลที่ลดลงเกี่ยวกับการลุกลามของความตึงเครียดในตะวันออกกลางในวงกว้าง รวมถึงราคาน้ำมันที่เริ่มทรงตัวบ้าง ได้ช่วยให้บรรยากาศการลงทุนโดยรวมดีขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดกังวลต่อแรงกระแทกด้านเงินเฟ้อจากพลังงาน แม้ธนาคารกลางสหรัฐยังคงส่งสัญญาณอย่างระมัดระวังต่อทิศทางดอกเบี้ย แต่นักลงทุนเริ่มเชื่อมากขึ้นว่าวงจรการคุมเข้มนโยบายการเงินกำลังเข้าสู่ช่วงปลาย โดยเฉพาะหลังการแต่งตั้งเควิน วอร์ช ผู้ที่ทรัมป์เสนอชื่อให้เป็นประธานเฟด

กระแส AI ยังเป็นบวก

แรงขับเคลื่อนสำคัญลำดับที่สองของการแรลลี่รอบใหม่นี้ คือการลงทุนในเทคโนโลยีและ AI ที่ยังพุ่งต่อเนื่องอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งยิ่งทำให้การนำตลาดกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มบริษัทเมกะแคปเพียงไม่กี่ราย แม้จะมีการพูดถึงภาวะฟองสบู่อย่างไม่ขาดสาย แต่นักลงทุนก็ยังคงใส่เงินเข้าหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ คลาวด์คอมพิวติ้ง และโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความคาดหวังว่าการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์จะยังเป็นหนึ่งในธีมหลักที่กำหนดทิศทางตลาดโลกในอีกหลายปีข้างหน้า คาดว่าบริษัทต่าง ๆ เช่น Amazon, Microsoft, Alphabet และ Meta Platforms จะร่วมกันลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการขยายศูนย์ข้อมูล โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจสูงเกิน 700–800 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2026 ในที่สุด ปัจจัยนี้ช่วยหนุนให้หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งอีกระลอก โดยดัชนี Philadelphia Semiconductor พุ่งขึ้นมากก่อนการประกาศผลประกอบการสำคัญของผู้ผลิตชิปรายใหญ่

ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ชะลอลงก็ช่วยพยุงกลุ่มหุ้นเติบโตสูง หลังจากก่อนหน้านี้ผันผวนจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับลดลงกลับมาต่ำกว่า 4.6% หลังขยับขึ้นในช่วงสั้น ๆ เมื่อต้นเดือน เมื่อพิจารณาร่วมกับเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมายซึ่งเราเห็นจากสงครามในตะวันออกกลาง (3.8% ในเดือนเมษายน) อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ต่ำกว่า 1% ก็ยิ่งช่วยเพิ่มความต้องการรับความเสี่ยงในหุ้นเทคโนโลยี และทำให้หุ้นโดยรวมดูน่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับนักลงทุนทั่วโลก เม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุนดัชนีและ ETF ยังช่วยหนุนเพิ่มเติม โดยเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อบริษัทขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักสูงในดัชนีอ้างอิง อย่างไรก็ตาม การแรลลี่ครั้งนี้ก็กระจุกตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ภาพรวมตลาดพึ่งพาการเติบโตของกำไรและกระแสความเชื่อมั่นต่อภาค AI อย่างมาก นี่อาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวลนักสำหรับผู้ที่ลงทุนในดัชนีอย่าง Nasdaq 100 และ S&P 500 แต่การให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มนี้มากเกินไปก็ทำให้มูลค่าหุ้นเสี่ยงต่อแรงกระแทก หากภาค AI เกิดการปรับฐานรุนแรง

เทรด CFD ของหุ้นและอื่น ๆ ด้วย Libertex

Libertex มี CFD ให้เลือกมากมาย เริ่มตั้งแต่โลหะ ETF และฟอเร็กซ์ ไปจนถึงดัชนี คริปโต และหุ้นรายตัว นอกเหนือจากดัชนีหลักของสหรัฐฯ อย่าง Nasdaq 100 และ S&P 500 แล้ว Libertex ยังเปิดให้เทรด CFD หุ้นรายตัวได้ทั้งฝั่ง long และฝั่ง short รวมถึงหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Google, Apple และ NVIDIA หากต้องการดูข้อมูลเพิ่มเติม หรือสร้างบัญชีวันนี้ โปรดไปที่ www.libertex.org/signup

สัมผัสกับความน่าตื่นเต้นของการเทรด!

ลงทะเบียนเปิดบัญชีเดโมกับ Libertex และมาเรียนรู้วิธีการเทรด